ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
The NaMulti Xtra Plus

โภชนาการ

วิธีเพิ่มน้ำหนักอย่างปลอดภัย ฉบับคนผอมมาก ทำตามได้จริง

วิธีเพิ่มน้ำหนักที่ทำตามได้จริงสำหรับคนผอมมาก ตั้งแต่คำนวณแคลอรีที่ต้องการ โปรตีน เมนูอาหารไทยพลังงานสูง ไปจนถึงการเล่นเวทและอัตราการขึ้นน้ำหนักที่ปลอดภัย

เขียนโดย ทีมงานดูแลลูกค้า multixtraplus.comทีมงานที่ดูแลลูกค้ากลุ่มนี้มาเกือบ 10 ปีอ่าน 10 นาที

คนที่ผอมมากมักได้ยินคำแนะนำแบบเดียวกันซ้ำๆ ว่า “ก็กินเยอะๆ สิ” ซึ่งฟังดูง่าย แต่ในทางปฏิบัติมันล้มเหลวเกือบทุกครั้ง เพราะคนผอมส่วนใหญ่ไม่ได้ขี้เกียจกิน แต่ “กินไม่ลง” ต่างหาก อิ่มเร็ว จุกง่าย พอฝืนอัดมื้อใหญ่วันหนึ่ง มื้อถัดไปก็กินไม่ได้เลย สุดท้ายพลังงานรวมทั้งสัปดาห์แทบไม่ต่างจากเดิม บทความนี้จะวางแผนให้เป็นระบบ ตั้งแต่ตัวเลขที่ต้องรู้ อาหารไทยที่หาซื้อได้จริง ไปจนถึงการฝึกและการพักผ่อน

ขั้นที่ 1: รู้ก่อนว่าร่างกายต้องการพลังงานเท่าไหร่

การเพิ่มน้ำหนักเริ่มจากตัวเลขเดียว คือพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวัน (TDEE) ถ้ายังไม่รู้ตัวเลขนี้ การ “กินเยอะขึ้น” จะเป็นแค่ความรู้สึก ไม่ใช่แผน วิธีประมาณแบบเร็วที่ใช้ได้จริงคือคูณน้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัมด้วยค่าตามระดับกิจกรรม

  • นั่งทำงานเป็นหลัก แทบไม่ออกกำลังกาย: น้ำหนักตัว (กก.) × 28–30
  • ขยับตัวปานกลาง ออกกำลังกาย 2–3 วันต่อสัปดาห์: น้ำหนักตัว (กก.) × 32–35
  • งานใช้แรง เดินยืนทั้งวัน หรือออกกำลังกายเกือบทุกวัน: น้ำหนักตัว (กก.) × 38–42

ตัวอย่าง ผู้ชายน้ำหนัก 50 กิโลกรัม ทำงานออฟฟิศ ออกกำลังกายสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ประมาณได้ราว 50 × 33 = 1,650 กิโลแคลอรีต่อวัน นี่คือจุดที่น้ำหนักจะ “คงที่” จากนั้นค่อยบวกส่วนเกินเข้าไป

ตัวเลขนี้เป็นแค่จุดตั้งต้น ไม่ใช่ความจริงสัมบูรณ์ ให้ใช้มันไป 2 สัปดาห์แล้วดูผลจากตาชั่งจริง ถ้าน้ำหนักไม่ขยับเลย แปลว่าค่าที่ประมาณไว้ต่ำไป ให้เพิ่มอีกวันละ 200 กิโลแคลอรีแล้วดูต่อ

ขั้นที่ 2: กินเกินเท่าไหร่ถึงจะพอดี

คำตอบที่งานวิจัยด้านโภชนาการการกีฬาสนับสนุนมากที่สุดคือ ส่วนเกินระดับปานกลางประมาณ 300–500 กิโลแคลอรีต่อวัน จากตัวอย่างข้างบนก็คือกินให้ได้ราว 1,950–2,150 กิโลแคลอรีต่อวัน

หลายคนสงสัยว่าทำไมไม่กินเกินไปเลยวันละ 1,000 กิโลแคลอรีจะได้ขึ้นเร็วๆ เหตุผลคือร่างกายสร้างกล้ามเนื้อใหม่ได้ในอัตราที่จำกัดมาก แม้จะฝึกหนักและกินโปรตีนครบ คนที่เพิ่งเริ่มฝึกจริงจังก็สร้างกล้ามเนื้อได้เพียงหลักไม่กี่ขีดต่อเดือนเท่านั้น พลังงานส่วนเกินที่มากกว่านั้นไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกเก็บเป็นไขมันแทน

ขั้นที่ 3: ตั้งเป้าโปรตีนให้ชัด

พลังงานส่วนเกินเป็นตัวบอกว่า “จะขึ้นหรือไม่ขึ้น” ส่วนโปรตีนเป็นตัวบอกว่า “ที่ขึ้นมาคืออะไร” ถ้าโปรตีนต่ำ ร่างกายมีวัตถุดิบไม่พอจะสร้างกล้ามเนื้อ น้ำหนักที่เพิ่มก็จะเอนไปทางไขมันเป็นหลัก

ช่วงที่งานวิจัยส่วนใหญ่แนะนำสำหรับคนที่ต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อคือ 1.6–2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัมต่อวัน คนน้ำหนัก 50 กิโลกรัมจึงควรได้โปรตีนราว 80–110 กรัมต่อวัน และควรกระจายให้ได้ 20–35 กรัมในแต่ละมื้อ แทนที่จะไปกระจุกอยู่มื้อเย็นมื้อเดียว

แหล่งโปรตีนที่หาง่ายในบ้านคนไทย ได้แก่ ไข่ (ฟองละราว 6–7 กรัม) อกไก่หรือสะโพกไก่ หมู ปลาทู ปลากะพง กุ้ง เต้าหู้ ถั่วเหลือง นมสด และโยเกิร์ตรสธรรมชาติ ถ้ากินมื้อหลักได้น้อย การเติมไข่ต้ม 2 ฟองหรือนม 1 กล่องเป็นของว่างระหว่างวันคือวิธีที่ง่ายที่สุด

ขั้นที่ 4: เลือกอาหารที่ให้พลังงานสูงต่อคำ

หัวใจของคนกินไม่ลงคือ “ความหนาแน่นของพลังงาน” ไม่ใช่ปริมาณ การเปลี่ยนวัตถุดิบเล็กๆ น้อยๆ ในมื้อเดิมสามารถเพิ่มพลังงานได้หลายร้อยกิโลแคลอรีโดยที่ปริมาณอาหารในจานแทบไม่เปลี่ยน

อาหารปริมาณพลังงานโดยประมาณวิธีเติมเข้ามื้อ
น้ำมันมะกอก / น้ำมันรำข้าว1 ช้อนโต๊ะ~120 กิโลแคลอรีราดสลัด ผัดผัก คลุกข้าว
เนยถั่ว2 ช้อนโต๊ะ~190 กิโลแคลอรีทาขนมปัง ใส่สมูทตี้ จิ้มกล้วย
ถั่วลิสงคั่ว1 กำมือ (30 ก.)~170 กิโลแคลอรีของว่างบ่าย โรยก๋วยเตี๋ยว
อะโวคาโดครึ่งลูก~160 กิโลแคลอรีปั่นกับนม กินกับข้าว
นมสดรสจืด1 กล่อง (250 มล.)~150 กิโลแคลอรีดื่มระหว่างมื้อ ไม่ใช่ก่อนมื้อ
นมข้นหวาน1 ช้อนโต๊ะ~60 กิโลแคลอรีใส่กาแฟ โอวัลติน ขนมปัง
ข้าวเหนียว1 ทัพพี (90 ก.)~180 กิโลแคลอรีแทนข้าวสวยบางมื้อ
หมูสามชั้น80 กรัม~290 กิโลแคลอรีปิ้งย่าง คั่วพริกเกลือ
กล้วยน้ำว้า2 ผล~180 กิโลแคลอรีก่อน–หลังออกกำลังกาย
ไข่ไก่2 ฟอง~150 กิโลแคลอรีต้ม เจียว ใส่ข้าวผัด

จะเห็นว่าแค่เติมน้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มนม 1 กล่อง และกินถั่วลิสง 1 กำมือ ก็ได้เพิ่มมาแล้วราว 440 กิโลแคลอรี ซึ่งครอบคลุมส่วนเกินที่ต้องการทั้งวัน โดยไม่ต้องเพิ่มปริมาณข้าวในจานเลยแม้แต่ทัพพีเดียว

ขั้นที่ 5: จัดมื้อสำหรับคนอิ่มเร็ว

ถ้ากินมื้อใหญ่แล้วจุก ให้เลิกพยายามกินมื้อใหญ่ เปลี่ยนเป็น 3 มื้อหลัก + 2–3 มื้อเสริม รวม 5–6 มื้อเล็กต่อวัน ปริมาณต่อครั้งน้อยลง แต่พลังงานรวมทั้งวันสูงขึ้นจริง

  • ใช้แคลอรีแบบของเหลวช่วย — สมูทตี้นม + กล้วย + เนยถั่ว 1 แก้วให้พลังงานได้ 400–500 กิโลแคลอรีโดยดื่มหมดในไม่กี่นาที และไม่ทำให้แน่นท้องเท่าอาหารแข็งปริมาณเท่ากัน
  • อย่าดื่มน้ำเปล่าปริมาณมากก่อนมื้ออาหาร 20–30 นาที เพราะทำให้อิ่มโดยไม่ได้พลังงาน ให้เลื่อนไปดื่มระหว่างมื้อแทน
  • เริ่มมื้อด้วยของที่ให้พลังงานสูงก่อน เช่น ข้าวและโปรตีน แล้วค่อยกินผักหรือซุปตอนท้าย
  • ตั้งเวลาเตือนกินของว่าง เพราะคนผอมมักไม่หิว ถ้ารอให้หิวก่อนค่อยกิน จะพลาดมื้อเสริมเกือบทุกวัน
  • พกของว่างติดตัว เช่น นมกล่อง ถั่ว กล้วย หรือขนมปังทาเนยถั่ว เพื่อไม่ให้ต้องอาศัยความสะดวกเป็นตัวตัดสิน

ตัวอย่างตารางมื้ออาหารประมาณ 2,100 กิโลแคลอรี

เวลาเมนูพลังงานโดยประมาณ
07:00ข้าวต้มหมูสับ + ไข่ต้ม 2 ฟอง + นมสด 1 กล่อง~600 กิโลแคลอรี
10:00กล้วย 2 ผล + ถั่วลิสงคั่ว 1 กำมือ~350 กิโลแคลอรี
12:30ข้าวมันไก่ (ข้าว 1.5 ทัพพี) + น้ำซุป~600 กิโลแคลอรี
15:30สมูทตี้นม + กล้วย + เนยถั่ว 2 ช้อนโต๊ะ~450 กิโลแคลอรี
18:30ข้าวสวย 1.5 ทัพพี + ผัดกะเพราหมูสับ (น้ำมัน 1 ช้อนโต๊ะ) + ไข่ดาว~700 กิโลแคลอรี
21:00โยเกิร์ตรสธรรมชาติ + ถั่วรวม หรือขนมปังทาเนยถั่ว~300 กิโลแคลอรี

ตารางนี้เป็นเพียงตัวอย่างให้เห็นโครงสร้าง ไม่จำเป็นต้องกินตามเป๊ะ สิ่งสำคัญคือรูปแบบ คือมีโปรตีนทุกมื้อ มีของว่างที่ให้พลังงานจริงคั่นระหว่างมื้อหลัก และมีมื้อแบบของเหลวอย่างน้อยหนึ่งมื้อสำหรับวันที่กินไม่ลง

ขั้นที่ 6: ออกกำลังกายแบบมีแรงต้าน

นี่คือส่วนที่คนอยากเพิ่มน้ำหนักข้ามบ่อยที่สุด และเป็นส่วนที่ตัดสินว่าน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นจะเป็นกล้ามเนื้อหรือไขมัน การฝึกแรงต้านคือสัญญาณที่บอกร่างกายว่าต้องเอาพลังงานส่วนเกินไปสร้างกล้ามเนื้อ ถ้าไม่มีสัญญาณนี้ ร่างกายก็ไม่มีเหตุผลจะสร้าง

ไม่จำเป็นต้องมีโปรแกรมซับซ้อน เริ่มจากท่าพื้นฐานที่ใช้กล้ามเนื้อหลายมัดพร้อมกัน สัปดาห์ละ 2–4 ครั้ง ครั้งละ 40–60 นาที

  1. 1สควอท (Squat) หรือขาดันเครื่อง — ต้นขาและสะโพก
  2. 2เดดลิฟต์ (Deadlift) หรือโรมาเนียนเดดลิฟต์ — หลังและต้นขาด้านหลัง
  3. 3เบนช์เพรส หรือวิดพื้น — อกและหลังแขน
  4. 4โรว์ (Row) — หลังส่วนกลาง
  5. 5โอเวอร์เฮดเพรส — ไหล่

ทำท่าละ 3 เซ็ต เซ็ตละ 6–12 ครั้ง โดยยึดหลัก progressive overload คือค่อยๆ เพิ่มน้ำหนักหรือจำนวนครั้งขึ้นทุกสัปดาห์ ถ้ายกน้ำหนักเท่าเดิมทุกเดือน ร่างกายก็ไม่มีเหตุผลต้องเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงคือคาร์ดิโอหนักๆ ทุกวัน เพราะเผาผลาญพลังงานส่วนเกินที่อุตส่าห์กินเข้าไปจนหมด

ขั้นที่ 7: นอนและพักฟื้น

กล้ามเนื้อไม่ได้สร้างตอนอยู่ในฟิตเนส แต่สร้างตอนนอน การนอนน้อยกว่า 6 ชั่วโมงต่อคืนต่อเนื่องสัมพันธ์กับการฟื้นตัวที่แย่ลง ฮอร์โมนที่ควบคุมความอยากอาหารแปรปรวน และสัดส่วนของน้ำหนักที่เพิ่มขึ้นเอนไปทางไขมันมากกว่ากล้ามเนื้อ

  • ตั้งเป้านอน 7–9 ชั่วโมงต่อคืน และพยายามเข้านอน–ตื่นเวลาใกล้เคียงกันทุกวัน
  • เว้นวันพักระหว่างการฝึกกล้ามเนื้อกลุ่มเดิมอย่างน้อย 48 ชั่วโมง
  • จัดการความเครียดเรื้อรัง เพราะคอร์ติซอลที่สูงต่อเนื่องไม่เป็นผลดีต่อการรักษามวลกล้ามเนื้อ

ข้อผิดพลาดที่ทำให้ล้มเหลวซ้ำๆ

  • อัดของทอด น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบเพื่อเอาแคลอรีอย่างเดียว — น้ำหนักขึ้นจริงแต่เป็นไขมันเกือบทั้งหมด และแลกมาด้วยไขมันในเลือดที่แย่ลง ควรเน้นของมันที่มีคุณภาพ เช่น ถั่ว น้ำมันพืชที่ดี อะโวคาโด แทน
  • เลิกกลางคันหลัง 2 สัปดาห์ — สองสัปดาห์แรกน้ำหนักมักนิ่งหรือขึ้นน้อยมาก เพราะร่างกายกำลังปรับตัว ให้เวลาอย่างน้อย 8–12 สัปดาห์ก่อนตัดสินว่าแผนใช้ได้หรือไม่
  • ชั่งน้ำหนักทุกวันแล้วตกใจ — น้ำหนักแกว่งวันต่อวันได้ 1–2 กิโลกรัมจากน้ำ อาหารในทางเดินอาหาร และเกลือ ให้ชั่งเวลาเดิมทุกเช้าหลังเข้าห้องน้ำ แล้วดูค่าเฉลี่ยรายสัปดาห์แทนตัวเลขรายวัน
  • กินเยอะเฉพาะวันที่ว่าง — ความสม่ำเสมอสำคัญกว่าปริมาณของวันใดวันหนึ่ง กินเกินวันเสาร์ 1,500 กิโลแคลอรีแล้วกินขาดอีก 6 วัน ผลรวมยังติดลบ
  • ไม่เล่นเวทเลย — น้ำหนักที่เพิ่มจะเป็นไขมันเป็นหลัก และรูปร่างจะไม่เปลี่ยนไปในทางที่ต้องการ

ขึ้นเร็วแค่ไหนถึงเรียกว่าปกติ

โดยทั่วไป อัตราการเพิ่มน้ำหนักที่สมเหตุสมผลสำหรับคนส่วนใหญ่อยู่ราว 0.25–0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ หรือประมาณ 1–2 กิโลกรัมต่อเดือน ตัวเลขนี้เป็นแนวทางกว้างๆ เท่านั้น ความเร็วจริงต่างกันไปตามอายุ เพศ พันธุกรรม ประสบการณ์การฝึก และจุดเริ่มต้นของแต่ละคน

คนที่ผอมมากและเพิ่งเริ่มฝึกมักเห็นการเปลี่ยนแปลงเร็วกว่าในช่วง 2–3 เดือนแรก จากนั้นจะช้าลงเป็นธรรมชาติ ถ้าชั่งแล้วน้ำหนักนิ่งติดต่อกัน 2–3 สัปดาห์ ให้เพิ่มพลังงานอีกวันละ 200 กิโลแคลอรี แต่ถ้าขึ้นเร็วเกิน 1 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ต่อเนื่อง มักแปลว่าส่วนเกินมากไปและกำลังสะสมไขมันเป็นหลัก

สรุปแผน 6 ข้อที่เริ่มได้วันนี้

  1. 1ประมาณพลังงานที่ร่างกายใช้ต่อวัน แล้วบวกส่วนเกิน 300–500 กิโลแคลอรี
  2. 2ตั้งเป้าโปรตีน 1.6–2.2 กรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม กระจายให้ครบทุกมื้อ
  3. 3เปลี่ยนมาเป็น 5–6 มื้อเล็ก และเพิ่มพลังงานด้วยของมันคุณภาพดีแทนการเพิ่มปริมาณในจาน
  4. 4ใส่มื้อของเหลวอย่างน้อยวันละ 1 แก้วสำหรับวันที่กินไม่ลง
  5. 5ฝึกแรงต้านด้วยท่าพื้นฐาน 2–4 ครั้งต่อสัปดาห์ และเพิ่มน้ำหนักขึ้นเรื่อยๆ
  6. 6นอนให้พอ ชั่งน้ำหนักสัปดาห์ละครั้งเวลาเดิม แล้วปรับแผนทุก 2–3 สัปดาห์

การเพิ่มน้ำหนักไม่ต่างจากการลดน้ำหนักตรงที่ไม่มีทางลัด สิ่งที่ทำให้สำเร็จคือความสม่ำเสมอในเรื่องพื้นฐานเดิมๆ ติดต่อกันหลายเดือน คนที่ทำสำเร็จส่วนใหญ่ไม่ได้ทำอะไรพิเศษกว่าคนอื่น เพียงแต่ทำเรื่องเดิมซ้ำได้นานกว่าเท่านั้น

แหล่งอ้างอิง

  1. 1.ปริมาณโปรตีนสำหรับผู้ที่ต้องการเพิ่มมวลกล้ามเนื้อ (Position Stand: Protein and Exercise)International Society of Sports Nutrition
  2. 2.ปริมาณสารอาหารอ้างอิงที่ควรได้รับประจำวันสำหรับคนไทยสำนักโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข
  3. 3.Dietary Reference Intakes: Energy, Carbohydrate, Fiber, Fat, Protein and Amino AcidsNational Academies of Sciences, Engineering, and Medicine (สหรัฐอเมริกา)

บทความที่เกี่ยวข้อง

คู่มือผู้บริโภค

อาหารเสริมเพิ่มน้ำหนัก เลือกยังไงให้ปลอดภัย + วิธีตรวจเลข อย. ด้วยตัวเอง

วิธีเลือกอาหารเสริมเพิ่มน้ำหนักให้ปลอดภัย พร้อมขั้นตอนเช็คเลข อย. 13 หลักด้วยตัวเองบนเว็บไซต์ อย. และสัญญาณอันตรายของสินค้าที่ลักลอบผสมสเตียรอยด์ซึ่งต้องเลี่ยง

ความรู้สุขภาพ

ผอมกรรมพันธุ์ คืออะไร แก้ได้ไหม? เข้าใจสิ่งที่ยีนกำหนด และสิ่งที่ยังเปลี่ยนได้

ผอมกรรมพันธุ์คืออะไร ยีนมีผลกับการเผาผลาญและความอิ่มมากแค่ไหน ทำไมคนที่มีแนวโน้มผอมยังเพิ่มน้ำหนักได้ พร้อมวิธีแยกจากภาวะผิดปกติที่ควรไปพบแพทย์

โภชนาการ

EAAs และ BCAAs คืออะไร ต่างกันอย่างไร? เข้าใจกรดอะมิโนจำเป็นแบบครบ

EAA คือกรดอะมิโนจำเป็น 9 ชนิดที่ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ส่วน BCAA คือ 3 ชนิดในกลุ่มนั้น บทความนี้อธิบายความต่าง บทบาทของลิวซีน และแหล่งอาหารที่ให้โปรตีนครบถ้วน

สนใจผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Multi Xtra Plus?

วิตามินรวม 28 ชนิด ทั้งวิตามินและกรดอะมิโนจำเป็น เลขสารบบอาหาร 73-1-11365-5-0553

LINE